ออกกำลังกายกลางแดด

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในฤดูร้อน

หน้าร้อนค่อนข้างมีผลกระทบต่อร่างกายของมนุษย์ ซึ่งอาจทำให้อุณภูมิในร่างกายของคุณเพิ่มสูงขึ้นและอาจเกิดภาวะช็อกได้ วันนี้w88จะมาให้ข้อคิดเกี่ยวกับข้อระวังสำหรับ คนชื่นชอบบริหารร่างกายฤดูร้อน

1. ควรจะวอร์มร่างกายก่อนออกพลังกายทุกคราว
2. ไม่สมควรบริหารร่างกายในตอนที่อากาศร้อนมาก หรือบริหารร่างกายที่โล่งแจ้งในขณะแดดจัดมากมายๆ
3. ควรจะบริหารร่างกายในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก มีช่องสำหรับระบายอากาศพอเพียง ไม่อบอ้าว
4. เสื้อผ้าที่ใส่บริหารร่างกายควรจะเป็นผ้าที่ระบายเหงื่อรวมทั้งความร้อนก้าวหน้า
5. ทาครีมที่เอาไว้กันแดดทุกหนก่อนไปบริหารร่างกายที่โล่งแจ้ง หากแม้แดดจะอ่อนลงรวมทั้งตาม
6. ควรจะจิบน้ำเป็นประจำระหว่างบริหารร่างกาย เพื่อชดเชยการสูญเสียเหงื่อ และคุ้มครองสภาวะขาดน้ำ
7. ถ้ารู้สึกอิดโรย ไม่ไหว หายใจไม่ทัน หรือรู้สึกร้อนแต่ว่าเหงื่อไม่ออก ควรจะรีบหาทางระบายความร้อนให้ตนเองโดยเร็ว พาตนเองไปอยู่ในที่ร่ม กินน้ำ เช็ดตัวด้วยผ้าเย็น หรือใช้น้ำลูบคลำตามร่างกาย

 

ความพร้อมเพรียงก่อนจะมีการบริหารร่างกาย

มนุษย์เราเกิดขึ้นมาจนกระทั่งอายุ 25 ปีนั้น ร่างกายก็ยังคงความแข็งแรงอยู่ อย่างที่พวกเราๆถูกใจกล่าวกันว่ายังฟิตปั๋งอยู่นั่นเอง แต่ว่าพอเพียงถึงวัย 30 ปีแล้ว ความฟิตของร่างกายก็จะเริ่มเสื่อมลงโดยประมาณปีละ 2 เปอร์เซ็นต์อย่างยิ่งจริงๆ แต่ว่าถ้าเกิดผู้ที่บริหารร่างกายบ่อยๆ ร่างกายก็จะชะลอความเสื่อมถอยลงน้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยบริหารร่างกาย
เมื่อพวกเราคิดได้ว่าน่าจะจะต้องบริหารร่างกายกันแล้ว สิ่งที่จำเป็นที่สุดเป็น พวกเราควรต้องนึกถึงความพร้อมเพรียงของร่างกายตนเองด้วย ถ้าเกิดหักโหมกระทั่งเกินความจำเป็น ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผลข้างเคียงมากยิ่งกว่าผลในด้านดีได้ ด้วยเหตุนั้นการตรวจสุขภาพเพื่อรับทราบความสามารถของร่างกายตนเองก็เลยเป็นสิ่งที่พวกเราควรจะทำที่สุด

เพราะเหตุไรพวกเราต้องทดลองสมรรถภาพทางด้านร่างกายด้วยล่ะ?

การทดลองสมรรถภาพทางด้านร่างกายจะช่วยสำรวจความพร้อมเพรียงก่อนบริหารร่างกาย รวมทั้งยังสามารถบอกถึงความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายพวกเราได้ด้วย ซึ่งมีแนวทางขั้นตอนที่มิได้ยุ่งยากเลย ดังต่อไปนี้จ้ะ
1.ซักความเป็นมาคนภายในครอบครัว ว่าเคยมีผู้ใดกันแน่เป็นโรคเบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคหัวใจไหม

2.ชั่งน้ำหนัก วัดความดันเลือด และก็ตรวจชีพจรโดยจับชีพจรขณะพักจะเป็นตัวบอกถึงความสามารถลักษณะการทำงานของหัวใจของพวกเราได้อย่างคร่าวๆซึ่งหากว่าร่างกายยังอยู่ในระหว่างการบริหารร่างกาย ชีพจรจะเป็นตัวแสดงถึงสมรรถนะหลักการทำงานของหัวใจและก็เป็นตัวกำหนดให้เพิ่มหรือลด น้ำหนักต่อการบริหารร่างกายได้ ขึ้นกับเพศ วัยอายุ และก็ความสมบูรณ์ของร่างกายนั่นเอง

3.วัดปริมาตรปอด จะเป็นการวัดความสามารถลักษณะการทำงานของปอด ด้วยการดมอากาศเข้าเต็มปอด แล้วเป่าออกมาอย่างมากผ่านเครื่องใช้ไม้สอยเครื่องไม้เครื่องมือทดลอง จะมีผลให้รู้ถึงจำนวนปริมาตรอากาศในปอด ซึ่งปริมาตรนี้จะส่งผลต่อการบริหารร่างกายหรือเล่นกีฬาที่ใช้ช่วงเวลาต่อเนื่องกัน

4.ทดลองความแข็งแรงของกล้ามแขนแล้วก็มือ ด้วยการประเมินแรงบีบมือ แนวทางลักษณะนี้จะมีผลให้พวกเรารู้ถึงความแข็งแรงของกล้ามรอบๆแขนแล้วก็มือ ซึ่งนับได้ว่าเป็นส่วนที่จะจำเป็นต้องใช้งานหรือออกแรงอยู่ตลอดสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งการทดลองจะทำเป็นโดยออกแรงบีบที่อุปกรณ์ซึ่งจะปรากฏผลเป็นค่าของจำนวนให้พวกเรารู้จ้ะ

5.วัดความอ่อนของตัว จะเป็นการวัดสมรรถนะของร่างกายสำหรับการเคลื่อนของข้อต่อแล้วก็กล้าม และยังรวมไปถึงการดูหมิ่นเหยียดหยามของเอ็นยืดของข้อต่างๆว่าสามารถขยับเขยื้อนแล้วก็ยืดดูหมิ่นเหยียดหยามได้เต็มมุมพิกัดของข้อต่อมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง

6.วัดสรรถยนต์ภาพการใช้ออกสิเจน เป็นการวัดสมรรถนะของหัวใจและก็การไหลเวียนของเลือดโดยใช้รถจักรยานมาวัดแนวทางการทำงานของหัวใจสำหรับการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามผูกใหญ่ๆของร่างกาย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับการทดลองสมรรถภาพทางด้านร่างกายจ้ะ

ด้วยเหตุนั้น ก่อนจะมีการออกำลังกายทุกคราว ถ้าพวกเราได้กระทำการทดลองความพร้อมเพรียงของร่างกายก่อน ก็จะก่อให้พวกเราทราบลิมิตว่า ร่างกายของพวกเราสามารถทนกับความอ่อนเพลียได้นานขนาดไหนถึงจะปลอดภัย อย่าคิดแต่เพียงว่าการทดลองความสามารถเป็นอะไรที่ไม่มีสาระแล้วก็เสียเวล่ำเวลา เพราะว่าหากไม่อย่างนั้น ผลลัพท์ที่ได้จากการขาดความใส่ใจก็อาจส่งผลให้พวกเราเศร้าใจในคราวหลังได้

 

 

 

เรียบเรียงโดย: McContent




ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *